ในฐานะแพทย์
หมอนนท์เป็นแพทย์ร่วมสมัย
หมอนนท์เรียนมาเป็นหมอแบบหมอรุ่นเก่ารุ่นโบราณที่สามารถวินิจฉัยโรคได้โดยใช้การตรวจพิเศษไม่มาก ตัดสินใจรักษาด้วยอาการ(ซักถาม)และอาการแสดงทางคลินิก(ตรวจร่างกาย) ดูแผ่นฟิลม์บนตู้ไฟ ผ่าตัดรักษาโรคได้หลายหลาย ตั้งแต่ตัดก้อนตามตัว ก้อนเต้านม เจาะหูใส่ต่างหู ทำคลอดปกติ ทำคลอดด้วยคีม ทำคลอดด้วยเครื่องดูด ทำหมันชายหมันหญิง ผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าท้องคลอด บล๊อคหลังให้ร่างกายส่วนล่างชา ดมยาสลบแบบฉีดยา ดมยาสลบแบบใส่ท่อหายใจ จนเดี๋ยวนี้มีการตรวจพิเศษซับซ้อนมากมาย ทำทุกอย่างบนคอมรวมทั้งดูผลเอกซเรย์บนจอคอม ต่างจากหมอในยุคปัจจุบันที่จบแพทย์มาแล้ว ทำอะไรแทบไม่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของระบบการเรียนการสอนและระบบสาธารณสุข ต้องส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางไปแทบทุกเรื่อง
หมอนนท์ไม่มีรีวิว
หมอนนท์เรียนหมอที่โรงเรียนแพทย์อันดับหนึ่งของประเทศและจบเป็นหมอที่ทำงานอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวจากยุคก่อนที่หมอเราต้องไม่โฆษณาไม่ชักชวนผู้ป่วยมารับบริการกับตน (เพราะผิดข้อบังคับแพทยสภา ซึ่งก็ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน) และมีการสั่งสอนกันอย่างเคร่งครัดว่าต้องรักษาจรรยาบรรณให้สมบูรณ์ มาถึงยุคปัจจุบันที่การแพทย์กลายเป็นธุรกิจและมีหมอหลายคนทำการโฆษณาทำการตลาดอย่างจริงจัง แต่ด้วยความเป็นหมอรุ่นเก่า ท่านจึงจะไม่ได้เห็นโฆษณาการประกอบวิชาชีพของหมอนนท์ทาง social media และไม่มีรีวิว ไม่เคยจ่ายค่านายหน้าให้ใครพาคนไข้มา จะมีเพียงอย่างเดียวที่ทำมานาน ทำมาก่อนคนอื่นหลายคน ตั้งแต่ปี 2552 คือเว็บไซต์นี้นั่นเอง
หมอนนท์อยู่ในแวดวงวิชาการ
แต่ถึงแม้หมอนนท์จะเป็นหมอรุ่นเก่าโดยกำเนิด แต่ก็ไม่ได้ตกขบวนไม่ว่าจะเรื่องใด สาเหตุก็เป็นเพราะ ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนเพื่อเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง ก็ได้รับให้บรรจุเข้าเป็นข้าราชการเป็นอาจารย์ของหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างและภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมาจึงอยู่แต่ในแวดวงวิชาการ อยู่ในโรงเรียนแพทย์อันดับหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาเรียน มีการเรียนการสอนและกิจกรรมทางวิชาการต่าง ๆ มากมายตลอดเวลา เป็นคนแรกที่นำเอา plate และ screws แบบละลายได้ Endotine และ Goretex มาใช้ในประเทศไทย เป็นคนแรกในประเทศไทยที่ทำ endoscopic brow lift และ endoscopic face lift ทำ open rhinoplasty (ที่มักเรียกกันในปัจจุบันว่า ทำจมูกแบบโอเพ่น) ในผู้ป่วยปากแหว่งและเพื่อความงามผู้ป่วยต่างชาติตั้งแต่ปี 2544 ตั้งแต่ยังไม่ฮิตในเมืองไทย
เป็นข้าราชการของจุฬาลงกรณ์
หมอนนท์ทำงานเป็นข้าราชการในสังกัดหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง ภาควิชาวิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์อันดับหนึ่งของประเทศไทย โดยมีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นสถานพยาบาลหลักสำหรับการฝึกฝน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังเป็นสถาบันฝึกอบรมศัลยกรรมตกแต่งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541
และเป็นความภูมิใจของชีวิตข้าราชการ ในวันที่ 23 เมษายน 2569 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 1 ข เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 หมอนนท์เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568
งานหลักที่จุฬาลงกรณ์
ความจริงแล้ว ศัลยกรรมความงามไม่ใช่งานเพียงอย่างเดียวที่หมอนนท์ทำ หมอนนท์เป็นผู้ที่ริเริ่มว่าควรจะมีศูนย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขความผิดปกติบนใบหน้าและศีรษะในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2543 จากเดิมที่ไม่มีศูนย์เช่นนี้ในประเทศไทยเลย หมอนนท์ได้เสนอแนวความคิดนี้ให้กับอาจารย์ที่จุฬา และร่วมผลักดันจนประสบความสำเร็จ ในปัจจุบัน ศูนย์เฉพาะทางนั้นก็คือ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นศูนย์ทางด้านนี้แห่งแรกและครบวงจรที่สุดของประเทศไทย
ตลอดเวลาตั้งแต่เข้ารับราชการที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หมอนนท์ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างความเป็นเลิศให้กับศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ มาจนถึงปัจจุบัน หมอนนท์เป็นผู้จัดวางระบบการทำงานตั้งแต่แรก จัดหาเจ้าหน้าที่ประจำและมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการบริหารจัดการ กำหนดนโยบายการดูแลผู้ป่วยของศูนย์ว่าควรจะครอบคลุมทั้งกาย ใจ และสังคม ริเริ่มให้มีและดำเนินการโครงการและกิจกรรมแทบทั้งหมดของศูนย์ ริเริ่มเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานประชาสัมพันธ์จนศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ จนเป็นที่รู้จัก ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่หลังการก่อตั้งศูนย์ คือช่วงปีพ.ศ. 2548-2563 หมอนนท์เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งคนเดียวในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ดูแลรักษาผ่าตัดผู้ป่วยของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทั้งหมดกว่า 3,000 คน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่น ๆ และตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา แม้ว่าจะมีศัลยแพทย์รุ่นใหม่เข้ามาช่วยเหลือ ก็ยังคงเป็นผู้ที่ดูแลคนไข้ส่วนใหญ่ของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทั้งยังริเริ่มให้มีโครงการคลินิกเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการรักษาที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ทั่วประเทศ เป็นผู้ที่ริเริ่มจนมีการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดในสาขานี้ ที่เรียกว่า craniofacial fellowship นับเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และมีศัลยแพทย์ทั้งไทยและต่างประเทศหลายคนมาขอเรียนด้วยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ด้วยผลของงานที่ทำในเรื่องความผิดปกติบนใบหน้าและศีรษะ หมอนนท์ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมความพิการปากแหว่ง เพดานโหว่ ใบหน้าและศีรษะ แห่งประเทศไทย ถึง 2 สมัย และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งสูงสุดของสมาคมทางด้านความพิการบนใบหน้าและศีรษะในระดับสากล คือเป็นนายกสมาคม Asian Pacific Craniofacial Association
ผู้เชี่ยวชาญ 2 วุฒิบัตร
ภายหลังที่จบการฝึกอบรมเป็นเวลาถึง 5 ปีที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จนได้วุฒิบัตร 2 ใบ จากแพทยสภา คือ ทั้งศัลยศาสตร์ทั่วไปและศัลยศาสตร์ตกแต่ง ก็ได้ทำงาน เรียนรู้ และพัฒนาตนเองกับคณาจารย์ทั้งหลาย รวมถึง นพ.ถาวร จรูญสมิทธิ์, นพ.มนัส เสถียรโชค, นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์, นพ.ประยุทธ โชครุ่งวรานนท์, นพ.ศิรชัย จินดารักษ์ ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งชั้นนำของไทย นี่เป็นพื้นฐานของความสำเร็จของหมอนนท์ในปัจจุบัน
ฝึกอบรมต่อยอดในต่างประเทศ
ในเวลาต่อมา หมอนนท์ได้ไปฝึกอบรมต่อยอดความรู้ความสามารถในฐานะแพทย์ประจำบ้านต่อยอดในต่างประเทศ คือที่ Australian Craniofacial Unit ประเทศออสเตรเลีย กับคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศ. นพ.เดวิด เจ เดวิด เป็นเวลา 1 ปี  ตามด้วยการฝึกอบรมอีก 1ปีกับศ. นพ.มูตาซ ฮาบาล ที่ Tampa Bay Craniofacial Centerในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงนั้นอาจารย์ในต่างประเทศพาไปทำงานในส่วนของเอกชนที่มีผู้ป่วยทางด้านความงามด้วยตลอด 2 ปี การฝึกอบรมในต่างประเทศนี่เองที่ทำให้มีความคิดที่เปิดกว้างยิ่งขึ้น มีทักษะชั้นสูงในการผ่าตัดทางศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสวย รวมทั้งการแก้ไขปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของร่างกายทั้งปกติและผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนโครงกระดูกใบหน้าและศีรษะ ซึ่งในเวลานั้น หลาย ๆ การผ่าตัด ยังเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักกันและไม่มีการพูดถึงกันมากนักในตลาดความงาม
การฝึกอบรมในต่างประเทศ ร่วมกับการได้เข้าร่วมดูแลผู้ป่วยทางด้านความงามและเข้าร่วมประชุมระดับชาติในช่วงนั้นทำให้ได้เห็นและได้เข้าร่วมผ่าตัดที่ใช้เทคนิคทางศัลยกรรมแนวใหม่ เครื่องมือแพทย์ และวัสดุทางการแพทย์ใหม่ ๆที่ไม่เคยมีใช้ในประเทศไทย เช่น การผ่าตัดเต้านมด้วยกล้องส่อง การผ่าตัดปรับเปลี่ยนเรือนร่าง วัสดุยึดกระดูกชนิดละลายได้(resorbable plate and screw) อุปกรณ์เพิ่มขนาดกระดูกใบหน้า (RED distraction device) การผ่าตัดด้วยกล้องส่อง(endoscopic procedures) ผงกระดูกเทียม (bone cement) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้าด้วยกระดูกเทียมที่ออกแบบเฉพาะบุคคล นับเป็นช่วงโอกาสทองของชีวิต
หมอนนท์เป็นหมอประจำครอบครัว
ไม่ได้หมายถึงเวชศาสตร์ครอบครัว แต่เป็นวิสัญญีแพทย์เพื่อนหมอนนท์ซึ่งดมยาให้ประจำ บอกว่า เป็นหมอประจำครอบครัวนี่นา คือเขาเห็นบ่อย ๆ ว่า คนไข้หมอนนท์มักเป็นคนในครอบครัวเดียวกันหลายคนเลย ตั้งแต่พ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า พากันมาทำหมดเลย ก็เลยได้สมญานี้มา โดยไม่ต้องเรียนต่อหรือสอบให้ได้ความเชี่ยวชาญแบบเวชศาสตร์ครอบครัว